หน้าหลัก arrow ประเพณีกินผัก arrow ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง arrow ความเป็นมา
พิมพ์

God
       ประเพณีกินผัก หรือกินเจ จะเริ่มขึ้นในวันแรกของเดือน 9 ซึ่งตรงกับเดือน 11 ของไทย หรือเดือนตุลาคม ของปฏิทินสากล คนจีนเรียกว่า "เจเดือนเก้า" หรือ "เก้าอ๊วงเจ" เป็นเวลาทั้งสิ้น 9 วัน (กำหนดการ)
       ในปัจจุบันพิธีกินผักมีที่จังหวัดตรัง กระบี่ และพังงา แต่เชื่อกันว่า มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต มีประวัติเล่ากันมา 2-3 กระแส แต่ที่เชื่อกันมาก คือ ประวัติที่ว่าคณะงิ้วจากเมืองจีน มาเปิดการแสดงที่กะทู้ นานเป็นแรมปี แล้วบังเอิญเกิดโรคระบาดขึ้น คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้น เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายสิ้น ชาวกะทู้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงปฏิบัติตาม และหลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ 2-3 ปีมีผู้ศรัทธามากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวกะทู้อยากได้พิธีกินเจที่สมบูรณ์ ตามแบบพิธีในมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำเอาควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) ในการเดินทางกลับ จะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิได้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้ จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินผัก ในปัจจุบัน
       ค่ำคืนแรกของการกินผัก จะมีพิธียกเสา "โกเต้ง" ขึ้นที่หน้าอ๊าม (ศาลเจ้า) แต่ละอ๊าม เพื่อใช้เป็นที่แขวนตะเกียงน้ำมัน 9 ดวง ซึ่งจะได้เชิญดวงวิญญาณ ของยกอ๋องฮ่องเต้ (พระอิศวร) และ กิวอ๋องไตเต (ราชาผู้เป็นใหญ่ ทั้งเก้า) มาประทับ ตะเกียงน้ำมันทั้ง 9 ดวงนี้ จะต้องติดไฟอยู่ตลอดเวลา จนกว่าพิธีกินผักจะสิ้นสุดลง
       วันรุ่งขึ้นจะมีการจุดธูปขนาดใหญ่ และตั้งเครื่องเซ่น เผาไม้หอม เช่น ไม้จันทน์ ไม้จวง และเผากระดาษเงิน กระดาษทอง เป็นการบูชาเจ้าประจำอ๊าม ที่มีอยู่มากมาย ว่ากันว่า คือ กษัตริย์ หรือบุคคลผู้ประกอบคุณงามความดีสูงส่ง ของจีนโบราณ
God

       หลังการกินผัก (คำเรียกของชาวภูเก็ต) ผ่านไป 3 วัน ก็ถือว่า "เช้ง" คือ สะอาดบริสุทธิ์ค่ำวันนั้น จะมีการเข้าทรงเชิญเจ้าสำคัญ อีก 2 องค์ มาร่วมพิธี คือ "ลำเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนเกิด และ "ปักเต้า" เจ้าผู้สำรวจคนตาย วันต่อมาก็ทำพิธี "ปั้งกุ้น" หรือ พิธีปล่อยพระ คือ การจัดทหารของเจ้าไปรักษาศาลเจ้าทั้ง 5 ทิศ เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย หรือภูตผี มิให้มาทำลายพิธี หรือมาทำร้ายผู้มาร่วมพิธี กาจัดทหารนี้ จะมีความสนุกตรงที่การเข้าทรงทหาร เช่น เห้งเจีย บู๊สง (ผู้ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า) เพราะเป็นตัวละคร จากพงศาวดารจีนที่คุ้นชื่อ ส่วนวันที่ 7 มีพิธีบูชาดาว เพื่อขอความเป็นศิริมงคล และรักษาโรค มีการแจกกระดาษยันต์ หรือที่เรียกว่า "ฮู้" ด้วย
       ในวันที่ 8 และ 9 เป็นวันที่นักท่องเที่ยวตั้งตาคอย เพราะจะมีพิธีที่สำคัญระทึกใจ เป็นจุดเด่นของเทศกาล คือ ในวันที่ 8 จะมีการจัดขบวนแห่อย่างมโหฬาร นำเกี้ยวไปรับพระจำหลัก ที่สะพานหิน เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่ควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) จากมณฑลกังไส มาถึงภูเก็ต ในขบวนแห่นี้ จะมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริ์ ของม้าทรง หรือคนทรงเจ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ขณะทรงว่ากันว่าม้าทรง จะไม่รู้สึกตัวไม่รู้สึกเจ็บต่อการใช้อาวุธ และของมีคมต่าง ๆ ทิ่มแทงร่างกาย ซึ่งจะมีทั้งดาบ ง้าว ลูกตุ้มเหล็ก ฟาดหน้าฟาดหลัง หรือเหล็กแหลมเสียบตามร่างกาย บางรายเอาขวานจามหลัง หรือแม้กระทั่งเฉือนลิ้นตัวเองออกมาก็มี ม้าทรงเหล่านี้จะเดิน ๆ เต้น ๆ แห่ไปรอบเมืองอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย โดยมีพี่เลี้ยง ถือธง และเกี้ยว ที่เป็นที่ประดิษฐานองค์พระ ร่วมขบวนไปด้วย สองข้างทางจะมีชาวบ้านตั้งโต๊ะ เครื่องเซ่นไหว้ เพื่อให้เจ้าแวะเข้ามาโปรด ตลอดทางอื้ออึงไปด้วยเสียงประทัด ที่ถูกโยนเข้าใส่ขบวนอย่างไม่ขาดสาย เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
       พอถึงวันที่ 9 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย จะมีพิธี "โก๊ยโห้ย" หรือ "พิธีลุยไฟสะเดาะเคราะห์" นับเป็นพิธีที่น่าทึ่งสำหรับผู้ที่ไม่เคยพบเห็นม้าทรง หรือเจ้า จะเดินลุยไปบนกองถ่านร้อน ๆ ที่มีเปลวแดงวาบ กองเป็นทางยาว สูงเกือบ 2 ฟุต โดยไม่ได้รับความเจ็บปวด หรือไหม้พองแต่ประการใด ผู้ที่ถือศิลกินเจ ที่มีความมั่นใจว่าตัวเองสะอาด หรือเช้ง ก็สามารถร่วมลุยไฟ ได้เช่นกัน หากไม่มีความมั่นใจก็อาจทำพิธี "โก๊ยห่าน" ซึ่งเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยการนำกระดาษ ที่ตัดเป็นรูปคน เขียนชื่อตัวเอง กับต้นกุยช่าย 1 ต้น และเงิน 1 สลึง ไปอ๊าม เพื่อให้เขาประทับเครื่องหมาย ที่ข้างหลัง นอกจากนี้ยังมีการเดินข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์ ซึ่งเป็นแผ่นไม้วางพาดบนถัง โดยมีม้าทรงยืนเรียงรายสองข้าง สวดปัดเป่าให้
God

       ในตอนกลางคืน จะมีพิธีปีนบันไดมีด บันไดเหล็กชนิดสองทาง สูงประมาณ12 เมตร มีขั้นบันไดทั้งหมด 32 ขั้น ทุกขั้นมีใบมีดคมกริบบางเฉียบ หงายคมรออยู่ เพื่อให้ม้าทรงไต่ขึ้นไป และลงอีกด้านหนึ่ง นับว่าเป็นพิธีที่น่าทึ่งอีกพิธีหนึ่ง เพราะม้าทรงที่เหยียบขั้นบันไดมีดนั้น ไต่ไป ขย่มตัวไปด้วย แต่ไม่ปรากฏบาดแผลใด ๆ
       ยามดึกของวันที่ 9 จะมีพิธีแห่พระไปส่งลงทะเล ที่บริเวณสะพานหิน โดยมีการเซ่นไหว้ และจุดประทัดเป็นที่อึกทึกครึกโครมไปทั้งเมือง อาคารบางแห่งจุดประทัดขนาดใหญ่ ยาวจากยอดตึก 9 ชั้น ลงมาจรดพื้น ยิ่งเมื่อขบวนแห่ของศาลเจ้าหลายแห่ง ผ่านมาบนถนนสายเดียวกัน ควันประทัด กลิ่นดินปะสิว แทบจะห่อหุ้มเกาะภูเก็ต เสร็จจากส่งพระแล้ว ก็จะเอาเสาโกเต้งลง เพื่อดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง เป็นอันสิ้นสุดการกินผัก

ที่มา: งานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว

<ก่อนหน้า

Select Language
เกี่ยวกับเทศบาล
พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง
ประกาศเปลี่ยนฐานะ
อำนาจหน้าที่
ภาพตราเทศบาล
ประวัติเทศบาล
การบริหารงาน
หน้าที่ นายก และ ส.ท.
ทำเนียบผู้บริหาร
ข้อมูลการเลือกตั้ง
แผนอัตรากำลัง
วิสัยทัศน์ และการพัฒนา
วิสัยทัศน์
แผน ยุทธศาสตร์/พัฒนา
เทศบัญญัติงบฯ รายจ่าย
สรุปผลการพัฒนา ประจำปี
งบแสดงฐานะการเงิน
โครงการ
การปรับปรุงภูมิทัศน์
ประกาศ/ข่าว/กิจกรรม
แผน/ผล/ประกาศ ซื้อ/จ้าง
ข่าว/กิจกรรม
ประมวลภาพ
การให้บริการ
ขั้นตอนและการบริการ
download
ระเบียบ กฎหมาย
เทศบัญญัติ
ระเบียบ
การศึกษา
รร.เทศบาลวัดขจรรังสรรค์
รร.เทศบาลบ้านบางเหนียว
รร.เทศบาลปลูกปัญญา
รร.เทศบาลบ้านสามกอง
รร.เทศบาลเมืองภูเก็ต
รร.พิบูลสวัสดี
รางวัลความเป็นเลิศ
พระปกเกล้า
เทศบาลเมืองน่าอยู่
การบริหารจัดการที่ดี
ด้านอื่นๆ
สิ่งพิมพ์ วีดีทัศน์
คู่มือท่องเที่ยวเมืองภูเก็ต
วีดีทัศน์ เล่าเรืองเมืองภูเก็ต
รัษฎานุสาร
ที่ตั้ง และการติดต่อ
ที่ตั้งเทศบาลนครภูเก็ต
ผังหน่วยงานภายในอาคาร
พื้นที่รับผิดชอบ
โทรศัพท์ และอีเมล์
เทศกาล ประเพณี
ประเพณีกินผัก
ข้อมูล/สถิติ
สถิติประชากรและบ้าน
สถิติปริมาณขยะ
คุณภาพน้ำ (โรงปรับปรุงคุณภาพน้ำ)
เมืองพี่เมืองน้อง
เมืองลาสเวกัส
Main Menu
หน้าหลัก
ค้นหาจากเว็บนี้
ค้นหาด้วยกูเกิ้ล
Links